วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

England Tour 4 : Tower of London, St. Paul Cathedral

          
เครื่องราชาภิเษกพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร

          หลังออกมาจาก The House of Parliament หรืออาคารรัฐสภาเรารับประทานอาหารกันที่ริมฝั่งแม่น้ำเทมส์นั่นเองเป็นแซนวิชง่ายๆ คนละชิ้นก็พอแล้ว (ต้องทำเวลา ฮิฮิ) เพราะยังเหลืออีก 2 สถานที่ที่จะต้องไปกัน
          เสร็จจากอาหารเที่ยงเราขึ้นรถไฟใต้ดินจากสถานี Westminster ไปลงที่สถานี Tower Hill เพื่อเข้าชม Tower of London สถานที่แห่งประวัติศาสตร์ อย่างที่ผมแจ้งไปในตอนแรกครับว่าค่าเข้าชมอยู่ที่ 25 ปอนด์ หรือประมาณ 1250 บาท (แพงมากๆ)  แต่ว่าวันนี้เราจะเข้าไปแบบแขกพิเศษของที่นั่น อ้าว.....งงล่ะสิ ที่มาที่ไปเป็นแบบนี้ครับ.....เพื่อนผม (Mr.Ian Peaple) เป็นทหารเกษียณอายุราชการเขามีเพื่อนที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ (เป็นผู้หญิง ผมจำชื่อไม่ได้ซะแล้ว) อยู่ที่ Tower of London แห่งนี้  เพื่อนของเพื่อนผมเลยช่วยอนุเคราะห์ให้เราสองคนเข้าไปชมด้านในของ Tower of London ในฐานะแขกของเธอโดยจะต้องมาแจ้งชื่อกับเจ้าหน้าที่ที่ประตูทางเข้า (ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมครับ) เราก็ทำตามนั้นโดยยืนรอเจ้าหน้าที่ที่ด้านหน้าประตูทางเข้าสักพักก็มีเจ้าหน้าที่ซึ่งแต่งตัวเหมือนกับทหารรักษาพระองค์เข้ามาคุยกับเพื่อนผมและเพื่อนผมแจ้งรายละเอียดและชื่อให้ทราบสักพักเราก็ได้เข้ามาด้านในผ่านทางพิเศษไม่ต้องเข้าแถวรอ (ดีใจจัง)

Tower of London ฝั่งทางออกใกล้กับ Tower Bridge

          หอคอยแห่งลอนดอน (อังกฤษ: Tower of London) เป็นพระราชวังหลวงและป้อมปราการตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเทมส์ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ เป็นพระราชวังที่เดิมสร้างโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1078 เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ พระราชวังเป็นรู้จักกันในนามว่า “หอคอยแห่งลอนดอน”  ตัวปราสาทตั้งอยู่ภายในโบโรแห่งทาวเวอร์แฮมเล็ทส์และแยกจากด้านตะวันออกของนครหลวงลอนดอน (City of London) ด้วยลานโล่งที่เรียกว่าเนินหอคอยแห่งลอนดอน หรือ Tower Hill

          หอคอยแห่งลอนดอนมักจะรู้จักกันในการเกี่ยวข้องกับหอขาว (White Tower) ซึ่งแต่เดิมเป็นหอสีขาวที่สร้างโดยพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษในปี ค.ศ. 1078 แต่กลุ่มสิ่งก่อสร้างทั้งหมดของหอคอยแห่งลอนดอนตั้งอยู่รอบวงแหวนสองวงภายในกำแพงและคูป้องกันปราสาท

          ตัวหอคอยใช้เป็นป้อม พระราชวังของพระมหากษัตริย์ และที่จำขังโดยเฉพาะสำหรับนักโทษที่มียศศักดิ์สูงเช่นพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 (ราชินีพรหมจารีย์) ก็เคยทรงถูกจำขังในหอคอยโดยพระราชินีนาถแมรี (ถ้าจะเล่าความเป็นมาก็คงอีกหลายวันกว่าจะจบ เพราะราชวงศ์อังกฤษนั้นมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและสลับซับซ้อนยิ่ง) และยังเป็นที่สำหรับประหารชีวิตและทรมาน คลังเก็บอาวุธ ท้องพระคลัง สวนสัตว์ โรงกษาปณ์หลวง หอเก็บเอกสาร หอดูดาว และตั้งแต่ปี ค.ศ. 1303 เป็นที่เก็บรักษามงกุฏและเครื่องราชาภิเษกของสหราชอาณาจักร

White Tower ตั้งอยู่กึ่งกลางของปราสาท

          จุดมุ่งหมายของการมาที่นี่คือการเข้าชมมหามงกุฎและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของราชวงศ์อังกฤษซึ่งตอนแรกผมเข้าใจว่าถูกเก็บไว้ที่ White Tower (ถ้าเป็นเมื่อก่อนถูกเก็บไว้ที่นี่จริงๆครับ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนที่เก็บใหม่คือ The Crown Jewels ซึ่งอยู่ใกล้กันแทน) พอเข้าไปยังอาคารซึ่งมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด (ก็แหงล่ะ) มีการตรวจกระเป๋า ห้ามถ่ายรูปหรือบันทึกเสียงเด็ดขาดครับ

The Crown Jewels สถานที่เก็บรักษามหามงกุฎในปัจจุบัน

เข้่าแถวอย่างเป็นระเบียบด้วยนะครับ

          พอเข้ามาด้านในจะเป็นทางเดินคดเคี้ยวและมีภาพยนต์ฉายบอกเรื่องราวความเป็นมาของ Tower of  London รวมถึงขั้นตอนของพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์แห่งอังกฤษ  เราก็เดินตามหลังเรียงหนึ่งเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบริเวณที่เก็บมหามงกุฏและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ซึ่งจัดแสดงอยู่ในตู้กระจกนิรภัย ทุกชิ้นทำจากทองคำและประดับอัญมณีมีค่ามากมาย จะมีทางช่วยเดิน (Walk way) เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวมาออกันในส่วนจัดแสดงมหามงกุฎ  คฑาประดับเพชร ลูกโลกทองคำประดับอัญมณี และนกอินทรีย์ทองคำซึ่งจัดไว้รวมกันเราจึงได้ดูแค่ไม่ถึงนาทีเท่านั้นครับ (น่าจะ 30 วินาที) ส่วน Imperial State Crown, ช้อนทองคำ, กระบี่ประดับอัญมณี, แหวน สร้อยคอและมงกุฎของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียจะจัดแสดงในตู้แยกต่างหาก (อันนี้ดูนานได้) มาถึงตอนนี้รู้แล้วครับว่าทำไมราคาบัตรเข้าชมถึงแพงขนาดนั้น  ของแต่ละชิ้นราคาประเมินค่าไม่ได้และถือเป็นสมบัติของชาติ (ไม่ใช่สมบัติส่วนพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 นะครับ  อย่าเข้าใจผิด) และเนื่องจากห้ามถ่ายรูปภายในดังนั้นรูปที่ผมเอามาประกอบจึงนำมาจากอินเตอเน็ตครับ

Coronation Crown หรือมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดจะถูกวางในตำแหน่งสูงสุดเสมอ

          มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด (St.Edward Crown) เป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักรที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของอังกฤษ และเป็นมงกุฎที่ใช้เป็นมงกุฎราชาภิเษก (Coronation crown) อย่างเป็นทางการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของสหราชอาณาจักร 
          ตัวมงกุฎบนบริเวณฐานทำดัวยทองคำและเงิน ประกอบด้วยกางเขนแพตตี (cross pattée) หรือกางเขนที่มีลักษณะบานออกเหมือนสี่เหลี่ยมจัตุรัส จำนวนสี่อันที่บริเวณฐานสลับกับสัญลักษณ์ดอกลิลลี (fleur-de-lis) สี่ดอก (หมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์) เหนือจากฐานขึ้นไปเป็นโค้งสองโค้ง​(สองโค้งตัดกัน จะมี 4 แฉกหรือก้าน) บรรจบกันที่ด้านบนซึ่งมีลูกโลก และปิดยอดด้วยกางเขนประดับอัญมณี ตรงด้านในมงกุฎเป็นหมวกทำจากผ้ากำมะหยี่สีม่วงที่มีขอบด้านล่างเป็นขนเออร์มิน (สีขาว) มงกุฎทำด้วยทองแท้ฝังด้วยอัญมณี 444 ชิ้น เดิมอัญมณีเป็นอัญมณีที่ไปเช่ามาและฝังเฉพาะเมื่อมีการราชาภิเษกเมื่อเสร็จก็ถอดคืนผู้ให้เช่าเหลือแต่โครงมงกุฎเปล่าๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1911 ก็ได้มีการฝังอัญมณีอย่างถาวร มงกุฎเซนต์เอดเวิร์ดนั้นถูกทำขึ้นมาหลายครั้ง หลายเวอร์ชั่น ซึ่งองค์ล่าสุดที่เห็นในปัจจุบันนั้นทำขึ้นในปีค.ศ. 1661 และทำนุบำรุงเรื่อยมา (ข้อมูลจากคุณ Pontifex Maximus)
          สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย และสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงเลือกสวมมงกุฎอีกองค์ คือ อิมพีเรียลสเตท (Imperial State Crown) ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแทนมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดเพราะมงกุฎองค์นี้ หนักถึงสองกิโลกรัมกว่าๆ (2,155 กรัม คุณพระ!!?) ซึ่งก็เหมือนในสมัยสมเด็จพระราชินีนาถแอนน์ ซึ่งทรงให้วางมงกุฎองค์นี้ไว้ข้างๆพระองค์แทนการสวม 

Imperial State Crown เราจะคุ้นกับมงกุฎอันนี้มากกว่าใช่ไหมครับ

          มงกุฎอิมพีเรียลสเตต (Imperial State Crown) เป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสหราชอาณาจักร มงกุฎอิมพิเรียลสเตตนี้มีการสร้างทดแทนขึ้นหลายยุคสมัยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา ซึ่งรุ่นล่าสุดนี้มีลักษณะคล้ายมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดอยู่ไม่น้อย
          ตัวมงกุฎนั้นมีฐานประกอบด้วยกางเขนแพตตี (cross pattée) จำนวนสี่กางเขน สลับกับเฟลอ-เดอ-ลีส์ (fleur-de-lis) หรือดอกลิลลี่จำนวนสี่ดอก ส่วนเหนือจากฐานขึ้นไปเป็นโค้งจำนวนสองโค้งตัดกัน (สี่ก้าน) ที่มียอดเป็นด้านบนเป็นลูกโลกเหนือจุดตัดเป็นกางเขนอีกหนึ่ง ภายในตรงกลางมงกุฎเป็นหมวกกำมะหยี่สีม่วงเข้มที่มีขอบเป็นขนเออร์มิน มงกุฎฝังด้วยอัญมณีหลายชนิดที่รวมทั้ง: เพชร 2,868 เม็ด, ไข่มุก 273 เม็ด, แซฟไฟร์ 17 เม็ด, มรกต 11 เม็ด, และทับทิม 5 เม็ด


          มงกุฎอิมพิเรียลสเตตประกอบด้วยอัญมณีที่มีชื่อเสียงหลายชิ้น ดังนี้
          1) เพชรคูลลิแนน 2 (หรือ ดาวน้อยแห่งแอฟริกา) ขนาด 317.4 กะรัต ประดับอยู่บริเวณฐานของมงกุฎตรงกลางพอดี อยู่ใต้ทับทิมเจ้าชายดำ ซึ่งเพชรนี้เป็นเพชรย่อย 1 ใน 9 เม็ดของโคตรเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก (ชื่อ เพชรคูลลิแนน) พบที่เหมืองพรีเมียร์แห่งแอฟริกาใต้ ซึ่งได้นำขึ้นถวายเป็นบรรณาการแก่สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในปีค.ศ. 1905 ส่วนคูลลิแนน 1 และ 3ถึง9 นั้นประดับอยู่บนเครื่องประดับ และเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆของอังกฤษ

          2) ไพลินเซนต์เอ็ดเวิร์ด ตามตำนานว่านำมาจากแหวนของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ในปัจจุบันประดับอยู่กลางกางเขนบนยอดมงกุฎ 

          3) ทับทิมเจ้าชายดำ เป็นสปิเนลเม็ดขนาดใหญ่มาก ประมาณ 170 กะรัต เป็นรูปวงรี  คล้ายไข่ไก่ มีสีแดงสดประดับอยู่บนกางเขนกลางเหนือฐานมงกุฎด้านหน้าพอดี  

          4) ไพลินสจวต ซึ่งตั้งชื่อตามที่มา คือ ราชวงศ์สจวตแห่งสก็อตแลนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่ 102 กะรัต ในอดีตก่อนการค้นพบเพชรคูลลิแนน ไพลินเม็ดนี้เคยประดับอยู่ตรงกลางฐานของมงกุฎ ซึ่งภายหลังจากการติดตั้งคูลลิแนนแล้ว ไพลินยักษ์เม็ดนี้ถูกย้ายไปอยู่ตำแหน่งเดียวกันด้านหลังของมงกุฎ

Queen Mum Crown และเพชรโคห์อินัวร์

          มาถึงเพชรอีกหนึ่งเม็ดที่มีชื่อเสียงมายาวนานนั่นคือ Koh-I-Noor หรือเพชรโคห์อินัวร์ ราชาอัญมณีแห่งอินเดียขนาด 105.6 กะรัต  ภายหลังตกมาเป็นสมบัติของราชวงศ์อังกฤษเนื่องจากอินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ (หลังจากได้เอกราชอินเดียเคยทวงสิทธิ์ขอเพชรโคห์อินัวร์คืนแต่ไม่เป็นผล) เคยประดับอยู่บนมงกุฎของพระราชินีอเล็กซานดรา เป็นองค์แรก และปัจจุบันประดับอยู่บนกางเขนด้านหน้าของ มงกุฎพระราชินีเอลิซาเบธ​ (ควีนมัม) มงกุฎอันนี้มีความพิเศษตรงที่สามารถแยกส่วนได้ (สังเกตภาพด้านล่างขวาจะเห็นว่าควีนมัมทรงสวมมงกุฎที่มีเฉพาะส่วนฐาน)

ควีนมัมทรงสวมมงกุฎที่มีเพชรโคห์อินัวร์ประดับอยู่

คฑาซึ่งมีเพชรคัลลิแนนที่ 1 ประดับอยู่และลูกโลกทองคำ

มงกุฎเพชรของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ส่วนตัวแล้วผมชอบอันนี้มากที่สุดเลยครับ
มีขนาดเล็กก็จริงแต่สวยงามระยิบระยับมากเพราะทำจากเพชรแท้ล้วนๆ (สวยกว่ารูปถ่ายหลายสิบเท่า)

          มงกุฎเพชรพระราชินีนาถวิกตอเรีย เป็นมงกุฏที่สร้างขึ้นตามพระบรมราชโองการของสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ในปีค.ศ. 1870  การออกแบบเป็นไปตามการออกแบบมงกุฎของพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร ที่ประกอบด้วยโค้งครึ่งวงกลมสี่โค้งที่มียอดเหนือจุดที่โค้งตัดกัน โค้งแต่ละโค้งแล่นขึ้นไปยังลูกโลกซึ่งรองรับกางเขนแพตตี (cross pattée) ที่ตั้งอยู่บนขอบฐานของมงกุฎ ระหว่างกางเขนก็สลับกับสัญลักษณ์ดอกลิลลี (fleur-de-lis) 
          มงกุฎเพชรพระราชินีนาถวิคตอเรียสร้างด้วยเงินฝังด้วยเพชร 1,187 เม็ดแต่เพราะขนาดของมงกุฎที่เล็กมาก (เส้นผ่าศูนย์กลาง 9 เซนติเมตร สูง 10 เซนติเมตร) ภายในจึงไม่มีกำมะหยี่ที่เป็นหมวกเช่นมงกุฎอื่นๆ   เมื่อเสด็จสวรรคตก็มิใช่มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดหรือมงกุฎอิมพีเรียลสเตท ที่เป็นมงกุฏที่ได้วางบนหีบพระบรมศพแต่เป็นมงกุฎเพชรของพระองค์เอง

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงสวมมงกุฎของพระองค์

          เมื่อออกมาจาก The Crown Jewels แล้วเราเข้าไปชมด้านในของ White Tower กันต่อ  ในปัจจุบันเป็นที่จัดแสดงอาวุธ ดาบ  หอก  ปืนแบบต่างๆ  รวมถึงชุดเกราะของทหารอังกฤษในอดีตแบ่งออกเป็น 3 ชั้นและสามารถถ่ายรูปได้ครับ

ชุดเกราะนักรบและม้า (ม้าจริงๆที่ถูกสตัฟไว้)


ชุดเกราะและม้ารบของพระเจ้าเจมส์ที่ 2

          หลังออกจาก Tower of London เราเดินไปดูของที่ระลึกที่บริเวณด้านหน้าตรงทางเข้าแต่ก็ได้แค่ดู  เพราะราคาแพงมากมาย  ความจริงผมอยากจะได้ตุ๊กตาหมีสวมชุดทหารรักษาพระองค์สีแดงสักตัวไปเป็นที่ระลึกแต่สุดท้ายก็ต้องตัดใจ  จากนั้นเราเดินทางต่อไปยังมหาวิหาร St.Paul โดยขึ้นรถบัสสีแดง 2 ชั้นซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของกรุงลอนดอน

มหาวิหาร St.Paul ทางด้านหน้า(ถ่ายเอียงอีกแล้วครับ)

          มหาวิหารเซนต์พอล (St Paul's Cathedral) เป็นคริสต์ศาสนสถานระดับมหาวิหารของคริสตจักรแห่งอังกฤษ และเป็นโบสถ์ประจำตำแหน่งบิชอปแห่งลอนดอน สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่นักบุญเปาโลอัครทูต ตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มหาวิหารที่เห็นในปัจจุบันสร้างเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17 และเชื่อกันว่าเป็นมหาวิหารที่ 5 นับตั้งแต่วิหารแรกถูกสร้างในปี ค.ศ. 604 โดยสร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1708 เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรค มหาวิหารแห่งนี้ถูกใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนามาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันรวมถึงวันที่เราไปถึงด้วยก็เป็นเวลาประกอบพิธีพอดี เราจึงเข้าไปนั่งฟังประมาณ 20 นาที (ห้ามถ่ายรูปภายใน) หลังจากนั้นเราจึงเดินทางกลับ

มหาวิหารทางด้านซ้าย

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

England Tour 4 : Buckingham Palace, Westminster Abbey, House of Parliament and Big Ben


          มาถึงวันที่ 4 ของการตะลอนเที่ยวอังกฤษกันแล้ว  วันนี้เป็นครั้งที่สองของการเข้ามาในกรุงลอนดอน  เป้าหมายในวันนี้มี 2 อย่างคือการมาชมพิธีสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ที่พระราชวังบัคกิ้งแฮมตอน 11.00 AM ส่วนในช่วงบ่ายเข้าชมพระราชวังเวสมินสเตอร์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังบัคกิ้งแฮมนัก (แต่เดินไกลพอสมควรครับ)
          หลังจากทานอาหารเช้า  อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ได้เวลาออกเดินทาง  เราเดินเข้ามายังสถานีรถไฟใน Reading เพื่อขึ้นรถไฟเข้ามาในกรุงลอนดอน  เช้านี้แดดจ้ามาก (หวังว่าจะไม่เจอฝนนะ) พอซื้อตั๋วโดยสารแล้วก็เข้ารอรถไฟที่ชานชลา  ถึงตอนนี้ผมมีเคล็ดเล็กๆน้อยๆจะมาแนะนำสำหรับการขึ้นรถไฟนะครับเพราะผมเจอมาเองคือวันนั้นขบวนรถเที่ยวที่จะออกไปสถานี Paddington คนแน่นมาก เพื่อนเลยพาออกมาก่อนแล้วมาขึ้นอีกขบวนที่จอดอยู่ชานชลาติดกันแต่คนน้อยกว่านั่งสบายมากๆ (ทั้งที่ออกห่างกันไม่ถึง 5 นาที) ดังนั้นเราไม่จำเป็นนะครับว่าต้องไปขบวนนี้เท่านั้นดูตารางการเดินรถดีๆแล้วเราก็จะสามารถจับเที่ยวรถอีกขบวนที่มีที่นั่งสบายกว่าได้ไม่ยาก...ลองดูนะครับ

ที่ชานชลาแดดจ้ามากครับเช้านี้

ที่นั่งในรถไฟเหลือเพียบเลยครับ

          รถไฟมุ่งหน้าไปที่สถานี Peddington ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึงจากนั้นเราขึ้นรถไฟใต้ดินต่อไปยังสถานี Charing Cross  ซึ่งอยู่ใกล้กับพระราชวังบัคกิ้งแฮมปกติเดินออกจากสถานีแล้วเข้ามาที่ The Mall Street ก็จะมาถึงหน้าพระราชวังได้แต่บังเอิญวันนั้นเขาปิดถนน The Mall Street ทำให้เราต้องเดินอ้อมไปทาง Pall Mall Street ซึ่งอยู่ทางเหนือแล้ววกกลับเข้ามาทางพระราชวัง St.Jame ที่ถนน Marborough Road ซึ่งจะตัดเข้ามาที่ The Mall Street ได้ ที่พระราชวัง St.Jame นี้เราแวะดูกองทหารกำลังเริ่มการสวนสนาม (คือจะเริ่มตั้งขบวนที่พระราชวัง St.Jame ก่อนครับ) จากนั้นเราต้องรีบเดินไปยังพระราชวังบัคกิ้งแฮมเพราะถ้าไปช้าจะไม่มีที่ยืน (ต้องไปจองแถวหน้าไว้ก่อน ฮี่..ฮี่) อากาศค่อนข้างเย็นครับแม้ว่าจะมีแดดก็ตาม พอมาถึงคนก็รออยู่เยอะแล้วนั่นหมายความว่าโอกาสที่จะได้ถ่ายรูปพระราชวังแบบสวยๆนั้นหมดลงไปแล้วโดยปริยาย

Charing Cross underground (ภาพจาก Internet)

ทหารกำลังเริ่มขบวนที่พระราชวัง St.Jame

          พระราชวังบักกิงแฮม (อังกฤษ: Buckingham Palace) เดิมชื่อ คฤหาสน์บักกิงแฮม เป็นพระราชวังที่เป็นที่ประทับเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษ ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอนในสหราชอาณาจักรเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับการเลี้ยงรับรองของรัฐและยังเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวสำคัญที่หนึ่งของกรุงลอนดอน พระราชวังบักกิงแฮมแต่เดิมชื่อ “คฤหาสน์บักกิงแฮม” (Buckingham House) สิ่งก่อสร้างเดิมเป็นคฤหาสน์ที่สร้างสำหรับจอห์น เชฟฟิลด์ ดยุคแห่งบักกิงแฮมในปี ค.ศ. 1703 ในปี ค.ศ. 1761 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3ทรงซื้อจากดยุคแห่งบักกิงแฮมเพื่อเป็นพระราชฐานส่วนพระองค์ ที่รู้จักกันในชื่อ “วังพระราชินี” (The Queen's House) ระยะ 75 ปีต่อมาเป็นเวลาที่มีการขยายต่อเติมพระราชวังโดยสถาปนิกจอห์น แนช (John Nash) และ เอ็ดเวิร์ด บลอร์ (Edward Blore) (วิกีพีเดีย)

          พระราชวังบักกิงแฮมกลายมาเป็นพระราชฐานที่ประทับอย่างเป็นทางการของราชวงศ์อังกฤษเมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียขึ้นครองราชย์เมื่อปี ค.ศ. 1837 การต่อเติมครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายทำในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งรวมทั้งด้านหน้าที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน บางครั้งพระราชวังบักกิงแฮมก็เรียกกันเล่นๆ ว่า “บักเฮาส์” ปัจจุบันสมเด็จพระราชีนีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก็ประทับอยู่ที่นี่ (แต่อยู่ที่อาคารด้านในนะครับ)

พระราชวังบัคกิ้งแฮมด้านหน้า (ดูคนที่มารอชมการเปลี่ยนเวรของทหารสิครับ)

          หลังจากดูการเปลี่ยนเวรของทหารรักษาพระองค์ที่พระราชวังบัคกิ้งแฮมซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที เราเดินออกจากด้านหน้าพระราชวังเพื่อมุ่งตรงไปที่มหาวิหารเวสมินสเตอร์ต่อโดยออกมาทาง Birdcage Walk Street ซึ่งจะผ่านสวนสาธารณะ St.Jame (St.Jame's Park) ด้วยตรงนี้เห็นกองทหารม้ากำลังผ่านไปทางพระราชวังบัคกิ้งแฮมพอดี

กองทหารม้า

ไม้ดอกที่ St.Jame's Park

ดอกอะไรก็ไม่รู้ครับโผล่ขึ้นมาจากดิน สวยดี

          เราเดินมาจนถึงบริเวณใกล้กับมหาวิหารเวสมินสเตอร์ตอนแรกตั้งใจจะเข้าไปยัง Westminster Abbey แต่พอมาดูค่าเข้าชมแล้วปรากฎว่า 20 ปอนด์ (Oh My God!!!) เลยไม่เข้าเพราะตั้งใจจะเข้าชมด้านในของมหาวิหารเวสมินสเตอร์อยู่แล้ว (เข้าใจว่า Westminster Abbey ไม่เก็บค่าเข้าชม อิอิ)

Methodist central hall Westminster ที่อยู่ใกล้กัน คล้ายกับพระที่นั่งอนันตสมาคมว่าไหมครับ

           Westminster Abbey มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า The Collegiate Church of St.Peter at Westminster เป็นมหาวิหารคาทอลิคที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อังกฤษ ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมแบบโกธิคที่สำคัญที่สุด ของประเทศอังกฤษ ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1245  ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าเฮนรี่ที่ 3 มีอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี 
           มหาวิหารแห่งนี้เป็นสถานที่บรรจุพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ ถึง 17 พระองค์ ตลอดจนพระราชินี รัฐบุรุษ ทหาร คนแต่งบทกวี นักบวช วีรบุรุษ เรื่อยไปจนถึงคนร้าย และยังเป็นสถานที่ในการประกอบพิธีเษกสมรส มีการสมรสของคนในราชวงศ์อังกฤษมาแล้วถึง 16 ครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่ในสมัยของสมเด็จพระเจ้าวิลเลียมในปี ค.ศ. 1066 เป็นต้นมา Westminster Abbey ได้รับเลื่อนฐานะขึ้นเป็นอาสนวิหาร ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แอบบีย์นี้ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอารามหลวง (Royal Peculiar)
           อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดพิธีอภิเษกสมรสของ เจ้าหญิงเอลิซาเบธ ซึ่งต่อมาก็คือ สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 กับ เจ้าฟ้าชาย ฟิลิป ของ กรีซ โดยต่อมาก็คือ ดยุคแห่งเอดินเบอระ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2490 รวมถึงพระราชบิดาและพระราชมารดาของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2466 อีกด้วย รวมถึงพิธีฉลองสมรสของเจ้าชายวิลเลียมด้วย และยังเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีขึ้นครองราชย์ของราชวงศ์อังกฤษทุกพระองค์ 

Westminster Abbey ด้านหน้า (สูงจริงๆ เห็น Big Ben อยู่ด้านหลังด้วย)

ด้านในของ Westminster Abbey (ภาพจาก Internet)

ประตูทางฝั่งทิศเหนือของวิหาร (ทำไมถ่ายเอียง งงตัวเอง)

ค่าเข้าชมครับ ฮึฮึ....

          ถัดจาก Westminster Abbey เราก็ข้ามถนนมายัง Westminster Palace ที่นี่เราตั้งใจจะซื้อบัตรเพื่อเข้าไปชมด้านในของอาคารซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทำการรัฐสภาของอังกฤษ แต่เมื่อมาถามเจ้าหน้าที่ตรงทางเข้าเขาแนะนำให้ไปซื้อบัตรก่อนซึ่งจุดที่ขายบัตรจะอยู่ฝั่งสถานีรถไฟใต้ดิน (สถานี Westminster) ซึ่งต้องข้ามถนนไปเราก็ต้องเดินข้ามถนนมาฝ่านักท่องเที่ยวนับพันที่นั่นแต่สุดท้ายก็ได้มาครับ บัตรเข้าชมราคาถ้าจำไม่ผิดคือ 18 ปอนด์ (ที่แน่ๆ ราคาถูกกว่า Westminster Abbey อีก)

จุดจำหน่ายบัตรเข้าชม

บัตรเข้าชม

          พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ หรือ ตึกรัฐสภาเวสต์มินสเตอร์ (ภาษาอังกฤษ: Palace of Westminster หรือ Houses of Parliament หรือ Westminster Palace) เป็นสถานที่ที่สภาสองสภาของรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร (สภาขุนนาง และสภาสามัญชน ) ประชุม พระราชวังตั้งอยู่บนฝั่งเหนือของแม่น้ำเทมส์ในนครเวสต์มินสเตอร์ของลอนดอน

          พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ สร้างในปี ค.ศ. 1016 มีห้องทั้งหมดด้วยกันประมาณ 1,100 ห้อง, 100 บันได และ ระเบียงยาวรวมทั้งหมดประมาณ 4.8 กิโลเมตร ตัวสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่ก็ยังมีส่วนก่อสร้างเดิมเหลืออยู่บ้างเล็กน้อยรวมทั้งท้องพระโรงที่ในปัจจุบันใช้ในงานสำคัญๆ เช่นการตั้งศพของบุคคลสำคัญก่อนที่จะนำไปฝัง และหออัญมณี (Jewel Tower)

          การบริหารพระราชวังแต่เดิมเป็นหน้าที่ของผู้แทนพระองค์ Lord Great Chamberlain แต่ในปี ค.ศ. 1965 เปลี่ยนมือไปเป็นของรัฐสภานอกจากห้องพิธีบางห้องที่ยังคงอยู่ภายใต้การบริหารของผู้แทนพระองค์
          หลังจากเกิดเพลิงใหม้ในปี ค.ศ. 1834 ตึกรัฐสภาปัจจุบันก็ได้รับการสร้างใหม่โดยใช้เวลาสร้าง 30 ปี โดยมีเซอร์ ชาร์ลส์ บาร์รีย์ (Charles Barry) และผู้ช่วยออกัสตัส พิวจินเป็นสถาปนิก การออกแบบรวมท้องพระโรงเวสต์มินสเตอร์และชาเปลเซนต์สตีเฟน (St Stephen's Chapel) ที่ยังเหลือ
          
Big Ben สัญลักษณ์ของกรุงลอนดอนและเป็นส่วนหนึ่งของ Westminster Palace

          ในการเข้าชมเราจะถูกตรวจร่างกายและสัมภาระอย่างละเอียดเนื่องจากเป็นสถานที่สำคัญของรัฐบาลหลังจากนั้นเข้าไปใน Westminster Hall ซึ่งจะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่มากกกกกกก ที่นี่เราจะได้รับ Guidebook และ Audio tour เป็นหูฟังซึ่งจะมีเสียงบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ (เลือกได้มี 5 ภาษาแต่ไม่มีภาษาไทยครับ) ในแต่ละจุดให้เราทราบ และที่สำคัญคือจะมีเจ้าหน้าที่ยืนประจำทุกจุดถี่มากๆ หลังจาก Westminster Hall และ St.Stephen Chapel เข้าไปแล้วห้ามถ่ายรูปเป็นอันขาด  ดังนั้นรูปภายในผมจึงต้องนำมาจากอินเตอเน็ตครับ

ตำแหน่งของห้องต่างๆในพระราชวังเวสมินสเตอร์

Westminster Hall โครงด้านบนทำจากไม้มีขนาดใหญ่มาก

House of common หรือสภาล่างได้จากการเลือกตั้ง

House of Load หรือสภาขุนนางได้จากการแต่งตั้งโดยกษัตริย์

Central Lobby จุดเชื่อมห้องทั้งหมดภายในอาคาร

Royal Gallery ตอนที่ไปห้องนี้ปิดปรับปรุงครึ่งห้อง (ของจริงไม่สวยขนาดนี้ครับ)

Royal Robing Room (ของจริงสีเก่ากว่านี้)

St.Stephen Chapel ห้องนี้ถ่ายรูปได้ครับถ้าเดินตรงเข้าไปก็จะทะลุถึง Central Lobby (ถ่ายเอง)

          เราออกมาจากอาคารรัฐสภาตอนบ่ายซึ่งเลยเวลาทานข้าวเที่ยวไปนานมากแล้วแต่ว่าเราไม่รู้สึกหิวข้าวเลย  ผมรู้สึกประทับใจมากครับอาคารรัฐสภาของอังกฤษนั้นเขาสร้างและตกแต่งภายในอย่างยิ่งใหญ่จริงๆ แม้จะผ่านระยะเวลายาวนานกว่า 1,000 ปีแล้วก็ตาม

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

England Tour 3 : Cardiff and Barry Island

          วันที่ 3 ของการตะลอนเที่ยวอังกฤษวันนี้เราจะเที่ยวทะเลที่แคว้นเวลส์กัน เย้.....เย้ พอพูดถึงแคว้นเวลส์หลายคนอาจยังสับสนกับการเรียกชื่อว่าเวลส์อยู่ในสถานะอะไรแน่หรืออาจยังไม่ทราบถึงความแตกต่างระหว่าง England, Great Britain, United Kingdom วันนี้เรามาทำความเข้าใจในเรื่องนี้กันสักหน่อย
         1) สหราชอาณาจักร (United Kingdom : UK) เกิดจากการรวมตัวกันของประเทศเอกราช (Sovereign Nation) 4 ประเทศได้แก่ อังกฤษ, สก็อตแลนด์, เวลล์ และ ไอร์แลนด์เหนือ โดยทั้ง 4 ประเทศมีรัฐบาลปกครอง วัฒนธรรมและมีภาษาเป็นของตัวเอง  อ้อ.....คนของทั้ง 4 ประเทศนี้ไม่ค่อยลงรอยกันนะครับ เพราะชาวสก็อตติช ชาวไอริชและชาวเวลส์ต่างมองว่าอังกฤษเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติ ล่าอาณานิคม ส่วนชาวอังกฤษก็มอง 3 ชาติที่เหลือเป็นพวกบ้านนอก เอิ่ม.....ผมได้ยินมาแบบนี้  จริงเท็จประการใดผมไม่สามารถฟันธงได้


United Kingdom : UK (สีฟ้า)

          2) หมู่เกาะบริเทนใหญ่ (Great Britain) เป็นรัฐที่เกิดจากการรวมตัวของ อังกฤษ, สก็อตแลนด์ และ เวลล์ (ไม่รวมไอร์แลนด์เหนือ) เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และมีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากเกาะชวา (อินโดนีเซีย) และเกาะฮอนชู (ญี่ปุ่น)

Great Britain

          3) อังกฤษ (England) อันนี้ก็จะมีประเทศเดียว (สีส้ม) มีเมืองหลวงก็คือกรุงลอนดอนนั่นเอง

***************************************
          เอาล่ะทีนี้รู้ถึงความแตกต่างของทั้ง 3 คำกันแล้วมาถึงเรื่องของผมกันบ้าง เช้านี้อากาศแจ่มใส  มีแดดออกแต่เช้าเชียวครับเหมาะกับการไปเที่ยวอย่างยิ่ง หลังจากทานอาหารเช้า  อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ได้เวลาออกเดินทางวันนี้เราขับรถไปเองครับ ใช้ทางหลวงหมายเลข M4 เมือง Barry Island อ่านว่า แบรี่ ไอแลนด์ (ไม่ใช่ ไอซ์แลนด์นะครับ เพื่อบบอกชาวเวลล์ออกเสียงแบบนั้น  ผมเองยังงง) ซึ่งเป็นจุดหมายแรกอยู่ห่างจากเมือง Reading ที่พักราว 200 กิโลเมตรส่วนเมือง Cardiff เมืองหลวงของเวลส์นั้นอยู่ห่าง 180 กิโลเมตร (ไปที่ไกลก่อนแล้วค่อยวกกลับมา) เราแวะเติมน้ำมันก่อนออกเดินทางโดยการเติมน้ำมันจะเติมเองแล้วไปจ่ายเงินที่ร้านด้านใน  ราคาน้ำมัน(ขณะนั้น) 1.106 ปอนด์ (52 บาท) ต่อลิตรครับ แล้วก็ในอังกฤษจะขับรถเหมือนบ้านเรานะครับคือขับเลนซ้าย พวงมาลัยอยู่ด้านขวา ซึ่งจะต่างจากชาติยุโรปอื่นๆ

เส้นทางจาก Reading ถึง Barry Island

แวะเติมน้ำมันกันก่อน

วันนี้มีเงินติดตัวไปเท่านี้จะพอมั้ย?

          ด้วยความที่อังกฤษเป็นประเทศหมู่เกาะ  มีทะเลล้อมรอบอากาศจึงชื้นแทบตลอดปีและที่ผมชอบมากคือ อากาศบริสุทธิ์เพราะเขารักษาพื้นที่สีเขียวไว้อย่างดีมากๆ แม้จะเป็นในตัวเมืองใหญ่อย่าง Southampton ก็ยังมีต้นไม้ใหญ่เยอะมากๆ อันนี้ต่างกับบ้านเราที่จะเจอพื้นที่สีเขียวเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติ (น่าเศร้า...)

สภาพท้องถนนบนทางหลวงหมายเลข 4 

แวะพักดื่มกาแฟสักแก้วระหว่างทาง

อืม...แน่ใจนะว่ากาแฟ (จริงๆ นี่คือราคาปกติของที่นั่นครับ)

          การเดินทางข้ามจากฝั่งอังกฤษเข้าไปยังเวลส์จะต้องข้ามแม่น้ำ Severn ซึ่งจะมีสะพานข้ามอยู่ 2 แห่ง (ขาไปและกลับใช้คนละสะพาน) และต้องจ่ายเงินค่าผ่านทางในขาเข้า (10 ปอนด์สำหรับรถ 4 ล้อ) ส่วนขาออกไม่ต้องจ่าย หลังจากข้ามสะพานไปแล้วเราจะผ่านเมือง Cardiff ซึ่งเป็นเมืองหลวงไปก่อนเพื่อไปทานอาหารเที่ยงที่ Barry Island ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศขนาดเล็กตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Cardiff เท่าไหร่นัก ทะเลที่นี่ต่างจากบ้านเราตรงที่น้ำไม่ใสและไม่มีกลิ่นคาวเกลือเลยครับ ผมได้ข้อมูลมาใหม่ด้วยคือเพื่อนบอกผมว่าชาวเวลล์จำนวนมากฟังและพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ?!?! ถ้าคิดจะไปถามทางกับชาวเวลล์โดยใช้ภาษาอังกฤษอาจจะไม่ได้รับคำตอบนะครับ เขาใช้ภาษาเซลติคเป็นหลัก (พอไม่ถูกกันก็เลยไม่อยากเรียนภาษาอังกฤษละมั้ง)

Severn Bridge ฝั่งขาเข้า (ภาพจากอินเตอเน็ต)

ถึงแล้วครับหาด Barry 

ที่หาดคนน้อยเพราะไม่ใช่วันหยุด น้ำไม่ใสไม่น่าลงเล่นครับ

แดดแรงได้ใจจริงๆ

วิวสวยมากๆ ว่าไหมครับ

Beach Hut ไม่ใช่ห้องน้ำนะครับ


เส้นทางไปยังจุดชมวิว

เพื่อนผมที่จุดชมวิว

บ้านบนเนินเขาริมทะเลมีอยู่จริงที่นี่ อยากได้ซักหลัง

ชายหาดเมื่อมองจากจุดชมวิว

          หลังจากอาบแดดกันจนตัวดำปี๋ทั้งคู่เรากลับเข้ามาหาอะไรทานเป็นอาหารเที่ยง ร้านอาหารมีแต่ที่เป็นแฮมเบอร์เกอร์บางร้านก็คนแน่นขี้เกียจรอ  เราเลยมาร้านที่ไม่มีคนบรรยากาศดีมาก  เจ้าของร้านเป็นผู้ชายหน้าเหมือนแขกอินเดีย  ผมกับเพื่อนสั่งเบอร์เกอร์ปลา รออยู่นานมาก พอออกมามีแต่ขนมปังกับปลาทอด 1 ชิ้นแล้วก็ซอสไม่มีผักหรืออะไรทั้งสิ้นที่สำคัญคือไม่อร่อยเอาเสียเลย (ราคาแพงมากด้วย) กลืนแทบไม่ลง มิน่าเล่าถึงไม่มีลูกค้า ผมประทับใจที่นี่มากยกเว้นเรื่องอาหารนี่แหละ

ร้านอาหารที่ผมไม่ประทับใจอย่างยิ่ง

          หลังอาหารเที่ยงเราก็เดินทางกลับจุดหมายต่อไปคือเมือง Cardiff คราวนี้เพื่อนขับรถโดยใช้ GPS เป็นเครื่องนำทางเนื่องจากไม่เคยไปเมือง Cardiff มาก่อนนี่เป็นครั้งแรก พอเข้ามาถึงในตัวเมืองเราขับรถหลงทางอยู่หลายรอบกว่าจะเจอที่จอดรถ  ความจริงโปรแกรมบอกทางในโทรศัพท์ก็บอกถูกแล้วนะครับ (แต่เพื่อนผมไม่ทำตามเลยเสียเวลา ฮึฮึ)
          คาร์ดิฟฟ์ (อังกฤษ: Cardiff) เป็นเมืองหลวง เมืองที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดของเวลส์ เป็นเมืองศูนย์กลางการค้า ที่ตั้งของสถาบันวัฒนธรรมและกีฬาแห่งชาติแทบทุกสถาบัน เป็นที่ตั้งของสื่อแห่งชาติเวลส์ ที่ตั้งของสภาแห่งชาติเวลส์ จากข้อมูลโดยประมาณของรัฐบาลท้องถิ่นระดับเดียวมีประชากรราว 336,200 คน ขณะที่เขตเมืองมีประชากรมากกว่า 1.4 ล้านคน คิดเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดของแคว้น  คาร์ดิฟฟ์เป็นเมืองที่มีความโดดเด่นด้านการท่องเที่ยว จากข้อมูลในปี ค.ศ. 2009 มีนักท่องเที่ยวในคาร์ดิฟฟ์ 14.6 ล้านคน
          คาร์ดิฟฟ์ก่อตั้งเป็นเมืองใน ค.ศ. 1905 และสถาปนาเป็นเมืองหลวงของเวลส์อย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1955 ถือเป็นเมืองหลวงที่มีอายุน้อยที่สุดในยุโรป
          ด้วยความที่เราไม่เคยมาเมืองนี้จึงไม่รู้ว่าอะไรตั้งอยู่แถวไหนบ้างได้แค่เดินถ่ายรูปตามที่ต่างๆ เท่าที่เวลาจะอำนวย ก่อนขับรถกลับที่พัก  อยากบอกว่าร้านขายของที่ระลึกแถว The Wales Millennium centre นั้นราคาแพงกว่าที่ลอนดอนเสียอีกครับ

The Wales Millennium Centre สถานที่จัดงานนิทรรศการและคอนเสิร์ต

Pier Head Building สีแดงอิฐแห่งนี้เคยเป็นสำนักงานใหญ่ของ ButeDock Company 

ห้องทำงานด้านของตึก Pire Head Building

ห้องโถงที่ชั้น 2 

บรรยากาศที่ Cardiff Bay

ที่ลอนดอนมี London Eye ที่คาร์ดิฟฟ์ก็มีนี่ไง

เอาซะหน่อยน่า (ทำไมต้องใช้กล้องฟรุ้งฟริ้ง?)

Cardiff City Hall (ภาพจากอินเตอเน็ต) สถาปัตยกรรมที่ใหญ่โต
ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่จัดงานแต่งงานที่หรูหราของเมืองไปแล้ว